หลายคนคงทราบแล้วว่า “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร” หรือในหลวงรัชกาลที่ 9 ของปวงชนชาวไทยนั้น มีพระอัจฉริยภาพในด้านต่างๆ มากมาย ทั้งด้านศิลปะ ดนตรี ถ่ายภาพ รวมไปถึงกีฬา ซึ่งพระปรีชาสามารถจนคว้าเหรียญทองในการแข่งขันซีเกมส์มาแล้ว ไม่เพียงเท่านี้พระองค์ท่านยังเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้กีฬาหลายๆ ประเภท เป็นที่นิยมและพัฒนามาถึงทุกวันนี้

      ไม่บ่อยครั้งนักที่เราจะเห็น พระมหากษัตริย์พระองค์ใดคลุกคลีการเล่นกีฬาโดยไม่ถือพระองค์ มีพระปรีชาสามารถทรงเล่นกีฬาได้หลากหลายชนิด หนึ่งในนั้นคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ผู้เป็นต้นแบบและแรงบันดาลใจของนักกีฬาและคนไทยทุกคน ซึ่งกีฬาที่พระองค์ทรงเล่นนั้นมีตั้งแต่…

 

 

เรือใบ

      “เรือใบ” เป็นกีฬาที่พระองค์โปรดเป็นพิเศษ จนได้ร่วมเข้าแข่งขันซีเกมส์เมื่อปี 2510 และสามารถคว้าเหรียญทองมาครอบครองได้ด้วย รวมถึงเคยทรงแล่นเรือใบจากวังไกลกังวล หัวหิน (ประจวบคีรีขันธ์) ไปจนถึงหาดเตยงาม สัตหีบ (ชลบุรี) ซึ่งใช้เวลาเดินทางนานหลายชั่วโมงเลยทีเดียว

      เรือใบที่พระองค์ใช้นั้น ส่วนใหญ่เกิดจากการประกอบขึ้นมาด้วยตัวของท่านเองทั้งสิ้น ซึ่งแต่ละผลงานจะผ่านการทดลองแล่นในสระภายในพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน โดยเรือใบลำแรก มีชื่อว่า “ราชปะแตน” ต่อมาได้ทำการต่อเรือใบประเภทโอเคขึ้นมาใหม่และใช้ชื่อว่า “นวฤกษ์” และทรงนำมาใช้ในการแข่งขันกีฬาเรือใบในกีฬาแหลมทอง ครั้งที่ 4 ด้วย
นอกจากนี้พระองค์ท่านยังทรงคิดค้น ออกแบบ และสร้างเรือใบขึ้นมาด้วยพระองค์เองอีกเรื่อยๆ โดยพระราชทานชื่อว่า “เรือใบแบบมด” และทรงมีรับสั่งที่มาของชื่อว่า “ที่ชื่อมดนั้นเพราะมันกัดเจ็บ ๆ คัน ๆ ดี” ต่อมาทรงพัฒนาเรือแบบมดขึ้นมาใหม่โดยได้พระราชทานชื่อว่า เรือใบ “แบบซูเปอร์มด” และเรือใบในตระกูลมดนี้ลำสุดท้ายที่ทรงออกแบบคือเรือใบ “แบบไมโครมด” ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในหมู่นักแล่นเรือใบทั้งหลาย

      เรือใบลำสุดท้ายที่พระองค์ทรงต่อคือ เรือโม้ค (Moke) เมื่อ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2510 เรือใบซูเปอร์มดยังถูกใช้แข่งขันในระดับนานาชาติที่จัดในประเทศไทยหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายคือเมื่อ พ.ศ. 2528 ในกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 13

 

 

ฟุตบอล

      เป็นอีกหนึ่งกีฬายอดฮิตของคนไทย รวมถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 ด้วย พระองค์ท่านมีส่วนสำคัญในการพัฒนาวงการกีฬาฟุตบอลในบ้านเราเป็นอย่างยิ่ง เริ่มตั้งแต่ในปีพ.ศ. 2499 ทีมชาติไทยได้ผ่านเข้ารอบสุดท้ายในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ที่เมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย แต่กลับทำผลงานแพ้ทีมชาติยุโรป เช่น อังกฤษ สกอตแลนด์ เวลล์ ไม่เป็นท่า พระองค์ท่านได้เล็งเห็นความสำคัญในการพัฒนาวงการฟุตบอลไทยให้ทัดเทียมนานาอารยะประเทศอื่นๆ จึงสละทรัพย์สินส่วนพระองค์ เพื่อส่งให้นายสำรวย (สำเริง) ไชยยงค์ อดีตนักฟุตบอลทีมชาติไทยชุดโอลิมปิกเมลเบิร์น ให้เดินทางกลับไปศึกษาวิชาการพลศึกษาชั้นสูง ณ สปอร์ตซูเล เมืองโคโลญจน์ ประเทศเยอรมนีตะวันตก (SPORTHOCHULE KOLN W.GERMANY) โดยเน้นเกี่ยวกับวิทยาการกีฬาฟุตบอล การจัดการ การฝึกซ้อมและแบบแผนการเล่นสมัยใหม่ เพื่อการพัฒนานักฟุตบอลของไทยให้มีทักษะพื้นฐานเพิ่มมากขึ้นจนสำเร็จหลักสูตรผู้ฝึกสอนฟุตบอลอาชีพชั้นสูง (FUSSBAL LEHRER) เมื่อประมาณปี 2506

      และเมื่อปี 2557 (2014) หรือ 2 ปีที่ผ่านมานี้ ถึงแม้ร่างกายของพระองค์จะประชวร จนต้องพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช แต่ยังให้ความสำคัญและติดตามดูความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับกีฬาไทยอยู่เสมอ
โดยเหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นระหว่าที่ทีมชาติไทยชุดชิงแชมป์อาเซียน “AFF Suzuki Cup 2014 ” รอบชิงชนะเลิศที่ประเทศมาเลเชีย ซึ่งเป็นนัดชิงชนะเลิศรอบเยือนของประเทศไทย หลังจากที่เอาชนะทีมชาติมาเลเชียในเกมเหย้าได้ที่สนามราชมังคลากีฬาสถานไป 2 ประตูต่อ 0

      แต่เหตุการณ์กลับตาลปัตรในนัดชิงชนะเลิศรอบสุดท้ายที่สนามกีฬาแห่งชาติ “บูกิต จาลีล” ประเทศมาเลเซีย เมื่อหมดครึ่งแรกเราตามมาเลเซียอยู่ 2 ต่อ 0 สกอร์รวมอยู่ที่ 2-2 หลังจากนั้นเข้าสู่พักครึ่งเวลา ทางทีมสต๊าฟโค๊ชได้รับโทรศัพท์ทางไกลจากประเทศไทย สายตรงจากเลาขาส่วนพระองค์ บอกว่า “ในหลวงทรงฝากกำลังใจมาให้และบอกว่าท่านกำลังดูอยู่ ขอให้นักเตะทุกคนสู้ๆ” ความห่วงใยและกำลังใจของพระองค์ท่านในครั้งนั้นส่งผลให้นักเตะทุกคนฮึดสู้ จนสามารถทำได้ถึง 2 ประตู ทำให้สกอร์รวมอยู่ที่ 4: 3 คว้าแชมป์อาเซียนไปอย่างหวุดหวิด

คิงส์คัพ (King Cup) รางวัลของพระราชา

      คิงส์คัพเป็นถ้วยฟุตบอลรางวัลพระราชทานที่เก่าแก่มากที่สุดในประเทศไทยและเอเชีย เมื่อปลายปีพ.ศ. 2511 พระองค์ทรงมีพระบรมราชานุญาตให้สมาคมฟุตบอลดำเนินการจัดการแข่งขันฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน “คิงส์คัพ” พร้อมทั้งพระราชทานถ้วยถมทองคำ สำหรับทีมชนะเลิศโดยถ้วยรางวัลพระราชทานนี้จะไม่เป็นกรรมสิทธิ์แก่ทีมฟุตบอลใดทั้งสิ้น คิงส์คัพจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกๆ ปี เป็นเวลา กว่า 48 ปี (ยกเว้นในปีพ.ศ. 2551 2554 และ 2557 ) ทั้งหมด 44 ครั้ง ซึ่งครั้งล่าสุดทีมชาติไทยคว้าแชมป์เป็นสมัยที่ 12

 

 

 

แบดมินตัน

      แบดมินตันเป็นอีกหนึ่งกีฬาที่ในหลวงทรงโปรดปรานมาก พระองค์ทรงเริ่มเล่นเมื่อปี 2496 ตั้งแต่สมัยที่แบดมินตันบ้านเรายังไม่พัฒนา แต่พระองค์ท่านทรงมีสายพระเนตรอันยาวไกล แต่พระองค์ท่านก้ให้ความใส่ใจกับกีฬาชนิดนี้มากเช่นกัน ในเวลาต่อมาพระองค์ท่านก็ได้พระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์ให้กับสมาคมกีฬาแบดมินตันแห่งประเทศไทย เมื่อ พ.ศ. 2493 จากนั้นวงการแบดมินตันก็พัฒนาและทำก้าวหน้ามาจนทุกวันนี้ จนกระทั่งเมื่อปีที่แล้ว น้องเมย์ รัชนก อินทนนท์ คว้านักแบดมินตันมือ 1 ของโลกไปครอง หลังจากชนะรวดติดต่อกัน 3 แชมป์ ภายใน 3 สัปดาห์

 

 

มวย

      อย่างที่รู้ๆ กันว่าประเทศไทยมีชื่อเสียงในเรื่องของกีฬา “มวยไทย” ถือว่าเป็นต้นกำเนิดของกีฬามวยเลยก็ว่าได้ แม้พระองค์ท่านจะไม่ค่อยถนัดกีฬาชนิดนี้มากนัก แต่ท่านก็เป็นนักเชียร์ที่ดีเช่นกัน เรื่องราวน่ารักๆ เกิดขึ้นเมื่อนักมวยไทยกำลังจะได้เหรียญทองโอลิมปิกเป็นเหรียญแรก…(นักมวยคนนั้นคือสมรักษ์ คำสิงห์)
พระองค์ท่านทรงกล่าวว่า

      “เราดูสมรักษ์ชกวันนั้น เห็นสมรักษ์ชูรูปเราขึ้นเวที ชูมือ เรานึกว่าเราเป็นคนชกเอง พอสมรักษ์ชกชนะ เราก็เผลอกระโดดโลดเต้นดีใจ จนข้าราชการชั้นผู้ใหญ่หัวเราะเรา เราก็เลยรู้สึกอาย เราก็เลยนั่งลง”
หลังจากนั้นพระองค์ท่านจึงรับสั่งให้นายสมรักษ์ คำสิงห์ เข้าฝ้าอย่างใกล้ชิด และในครั้งนั้นเล่ากันมาว่าก่อนเข้าเฝ้าในหลวงสมรักษ์ซ้อมใช้ราชาศัพท์นานกว่า 2 ชั่วโมง แต่ในหลวงกลับพูดด้วยอย่างเป็นกันเอง เหรียญทองโอลิมปิกของสมรักษ์นั้นได้ทูลถวายแด่พระองค์ท่าน และถือเป็นเหรียญทองเดียวที่ท่านทรงเก็บไว้เอง นอกจากนี้ท่านยังฝากถึงนักกีฬาเหรียญทองโอลิมปิกคนแรกของไทยว่า ขอให้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่นักกีฬา เยาวชน ประชาชนทั่วไป

 

 

 

นอกเหนือจากนี้พระองค์ยังทรงกีฬาประเภทอื่นๆ เช่น สกี เทนนิส ยิงปืน กอล์ฟ เป็นต้น

      และด้วยพระปรีชาสามารถนี้ ทำให้เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2530 คณะกรรมการโอลิมปิกสากลได้ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญดุษฎีกิตติมศักดิ์ของโอลิมปิกสากล คือ “อิสรยาภรณ์โอลิมปิกชั้นสูงสุด” (ทอง) แด่องค์พระบาทสมเด็จพระพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ ศาลาดุสิตาลัย พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน

      ในหลวงรัชกาลที่ 9 นับเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกของโลก ที่ทรงได้รับการทูลเกล้าฯถวายเหรียญโอลิมปิกชั้นสูง สมควรที่นักกีฬาและประชาชนชาวไทยควรที่จะเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท อันจะเป็นโอกาสให้สามารถนำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติและวงศ์ตระกูล

      ไม่ว่าจะถามคนไหนแวดวงไหน ทั้งด้านกีฬา ดนตรี ศิลปะ เกษตรกร รวมถึงแขนงอื่นๆ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “เรามีพ่อหลวงเป็นต้นแบบ”

      ท่านทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีพระปรีชาสามารถรอบด้าน และคงจะไม่กล่าวเกินไปถ้าจะพูดว่า “พระองค์ท่านเป็นเทวดาที่มีลมหายใจและจับต้องได้”

      แม้ไทย จะไม่ใช่ประเทศที่ดีที่สุด แต่มีพระมหากษัตริย์ที่ดีและเก่งที่สุดในโลกเลยค่ะ เราภูมิใจที่ได้เกิดมาใต้ร่มพระบารมีของพระองค์ท่าน และขอยกให้ท่านเป็นต้นแบบเพื่อเดินตามหลักธรรมที่พ่อให้ไว้ และพระบาทสมเด็จพระพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จะทรงสถิตย์อยู่ในใจของไทยทุกดวง

 

ขอขอบคุณภาพจาก

www.เรารักพระเจ้าอยู่หัว.com

www.affsuzukicup.com