
Antique Car รถคลาสสิค
ใครที่ชื่นชอบรถโบราณ ชอบการสะสมรถยนต์ การมุ่งสู่อาณาเขตโมนาโก ซึ่งเป็นดินแดนชายหาด และมีพิพิธภัณฑ์รถยนต์โบราณเก๋ไก๋ให้ได้ชมกัน
รถยนต์โบราณ (Antique Car) คือ รถยนต์ ที่มีอายุมากกว่า 45 ปี และมีการคงสภาพใกล้เคียงกับของเดิมมากที่สุด ซึ่งเสน่ห์ของรถโบราณ ไม่อาจเลือนหายไปตามกาลเวลา แต่ยิ่งนานวัน ยิ่งมีคุณค่า และมีราคาที่เพิ่มขึ้น

Credit : visitmonaco
ในโมนาโก (Monaco) มีพิพิธภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก ซึ่งได้รวบรวมคอลเลคชันรถยนต์กว่า 100 คัน มาให้ชม ชื่อว่า La Collection de Voitures de SAS le Prince de Monaco โดยเป็นการจัดแสดงรถยนต์คอลเลกชันส่วนตัวของของเจ้าชายแรนีเยที่ 3 องค์อธิปัตย์แห่งโมนาโก ที่มีความหลงใหลในรถยนต์และใช้เวลากว่า 30 ปี ในการเก็บสะสม

Credit : ultimatecarpage
รถยนต์กว่า 100 คัน ถูกจัดแสดงโดยใช้พื้นที่ 5 ชั้นกินพื้นที่กว่า 5,000 ตารางเมตร สร้างขึ้นเป็นพิเศษใน Terrasses de Fontvieille โดยมีรถยนต์ทั้งรถยนต์ที่ผลิตจากทั้งในยุโรปและอเมริกา เช่น Bugatti Type 35 ซึ่งขับเคลื่อนโดย William Grover-Williams ที่ชนะการแข่งขัน Monaco Grand Prix ครั้งแรกในปี 1929 , De Dion Bouton รถยนต์ที่มีอายุมมากกว่าหนึ่งร้อยปีที่เปิดตัวในปี 1903 นอกจากนี้ยังมีรถยนต์ Hispano Suiza, Rolls Royce, Lincoln, Facel VeGa และ Delage เป็นต้น
สำหรับใครที่อยากชมคอลเคชันรถยนต์โบราณ พิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่ในในเขต Fontvieille ของโมนาโก เปิดให้บริการเข้าชมทุกวันตั้งแต่ 10.00 น. ถึง 18.00 น. ยกเว้นวันคริสต์มาสและวันขึ้นปีใหม่
Antique Car’s Aesthetic
รถยนต์รุ่นโบราณที่น่าสนใจ… มนต์เสน่ห์ความสวยงามที่ข้ามกาลเวลา
Helica 1921

Credit : commons.wikimedia
Helica1921 รถยนต์ที่ออกแบบคล้ายเครื่องบิน สร้างโดย Marcel Leyat วิศวกรผู้ออกแบบเครื่องบินลำแรกของเขาสำเร็จในปี 1909 ก่อนจะพัฒนามาสร้างยานยนตรที่ขับเคลื่อนด้วยใบพัด เพราะเชื่อว่ายานพาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยใบพัดเป็นคลื่นแห่งอนาคต
Leyat เริ่มสร้างรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยใบพัดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 1913 โดยวิธีการของเขาคือ ไม่มีเกียร์ เพลาหลัง หรือคลัตช์ และเบากว่า จึงสามารถประหยัดน้ำมันได้ดีกว่า ใช้เวลานานหลายปี พัฒนามาเรื่อยๆ จนในปี 1921 ได้ร่วมจัดแสดงในงาน Paris Auto Show ซึ่งรถยนต์ Leyat Helica 1921 เป็นยานพาหนะที่มีลักษณะคล้ายกับเครื่องบินแบบไม่มีปีก โดยออกแบบให้ผู้โดยสารนั่งด้านหลังเหมือนกันกับนั่งบนเครื่องบิน รถขับเคลื่อนด้วยล้อหลังและรถไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ที่หมุนล้อ แต่ใช้ใบพัดขนาดยักษ์ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ ตัวรถทั้งหมดทำด้วยไม้อัดและมีน้ำหนักเพียง 250 กิโลกรัม ซึ่งทำให้รถแล่นได้เร็วและมีความคล่องตัวสูง
ปัจจุบัน Helica1921 จัดแสดงอยู่ที่ Musée des Arts et Métiers กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส
Mercedes-Benz 300 SL 1956
Credit : businessinsider
รถยนต์สปอร์ตคูเป้ Mercedes-Benz 300 SL รุ่น Gullwing ถูกสร้างขึ้นในระหว่างปี 1954-1957 โดยรุ่นปี 1956 เป็นรุ่น Limited Edition ที่ผลิตเพียง 1,400 คัน เท่านั้น!!
ความโดดเด่นของรถยนต์ Mercedes-Benz 300 SL คือดีไซน์ที่แปลกใหม่ซึ่งมาพร้อมประตูที่เปิดออกมาคล้ายปีกนกที่กำลังกระพือปีกบิน (Gullwing) ซึ่งมีความหรูหรา สง่างาม และโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร ฝีมือการออกแบบของ Rudolf Uhlenhuat ตัวฝากระโปรงรถออกแบบให้มีความยาว พร้อมเส้นสายที่ทำให้รถดูสปอร์ต เท่ รับกับฝาท้ายรถที่มีลักษณะกลมมนได้อย่างสวยงามลงตัว เพิ่มความพรีเมี่ยมให้กับตัวรถ สมกับเป็นรถสุดหรู แบรนด์ดังระดับโลก
สำหรับรถยนต์ Mercedes-Benz 300 SL เป็นรถเครื่องยนต์หัวฉีด 215 แรงม้า และเกียร์ธรรมดา 4 Speed ความเร็วสูงสุด 260 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
Mercedes-Benz 300 SL ถูกโหวตให้เป็น “Sports car of the Century” ตอกย้ำความยอดนิยมของยานพาหนะที่โดดเด่นด้วยดีไซน์ปีกนก และเป็นหนึ่งรุ่นรถที่นักสะสมมักถามหา ซึ่งราคาในปัจจุบันสูงถึง 50-60 ล้านบาทเลยทีเดียว
Cadillac 1953

Credit : classiccarweekly .net
Cadillac ปี 1953 เป็นรถยนต์สปอร์ตเปิดประทุนสุดคลาสสิค ที่โดดเด่นด้วยดีไซน์สะดุดตา ได้รับการพัฒนาโดยเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันหลังสงครามของเจนเนอรัล มอเตอร์ส แสดงให้เห็นถึงสิ่งที่ดีที่สุดในการออกแบบยานยนต์ของอเมริกา นำเสนอลวดลายกระจกหน้ารถแบบ “พาโนรามา” อันเป็นเอกลักษณ์ของยุคและครีบหางอันโด่งดัง
โดยสร้างเป็น Cadillac Series 62 รุ่น Eldorado มาพร้อมกับมาตรฐานกระจกไฟฟ้า ตกแต่งหรูหราด้วยเบาะหนัง และเส้นสายโครเมี่ยมบนแผงบุหลังคาเสริมความสปอร์ต ตกแต่งทั้งฝากระโปรงหน้าและฝากระโปรงหลังรถแบบเปิดประทุนโลหะที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ Eldorado พร้อมด้วยตราคาดิลแลคและเครื่องประดับรูปตัววีที่โดดเด่นสุดๆ
Jaguar E-Type 1961

Credit : commons.wikimedia
เป็นรถยนต์สายพันธุ์สปอร์ต สัญชาติอังกฤษ ผลิตขึ้นในปี 1961 ถึง 1974 โดยเน้นการผสมผสานระหว่างความสวยงาม สมรรถนะสูง และราคาขายที่เหมาะสม โดยครั้งหนึ่ง Enzo Ferrari ผู้ก่อตั้ง Ferrari ยังเคยให้สัมภาษณ์ในนิตยสาร Sports Car International ว่า Jaguar E-Type เป็น “รถที่สวยที่สุดเท่าที่เคยมีมา”
ความโดดเด่นของ Jaguar E-Type ที่มาพร้อมกับดีไซน์สุดสปอร์ตแนวโรดสเตอร์สองที่นั่ง พร้อมกับการออกแบบและฟังก์ชันที่ดีเยี่ยม เมื่อเทียบกับรุ่นอื่นๆ ในยุคนั้น เพราะ Jaguar E-Type ออกแบบที่เน้นดีไซน์ที่สวยงามและยังถูกต้องตามหลักพลศาสตร์ ซึ่งช่วยทำให้สมรรถนะการขับขี่ที่ดีขึ้น ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยเบาะหนังแบบบักเก็ตซีต แผงอุปกรณ์ต่าง ๆ ตกแต่งด้วยอะลูมิเนียม แผงหน้าปัดหุ้มด้วยไวนิล หลังคาแข็งถอดออกได้ และที่สำคัญ Jaguar E-Type ถือเป็นรุ่นแรกที่ให้ดิสก์เบรกแทนการใช้ดรัมเบรกแบบรุ่นอื่น
รูปลักษณ์ของ E-type นั้นเร้าใจ และกลายเป็นสัญลักษณ์ของทศวรรษ 1960 อย่างรวดเร็ว ด้วยการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างราคาและประสิทธิภาพ ให้ความเร็วสูงสุดเกือบ 241 กม./ชม ที่มากกว่า 2,000 ปอนด์เล็กน้อย ทำให้ประสบความสำเร็จในทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดอเมริกา
Ford Model T 1908











































