
Origami-like Architecture สถาปัตยกรรมโอริกามิ
โอริกามิ ( Origami ) คือ ศิลปะการพับกระดาษของประเทศญี่ปุ่น ถือเป็นศาสตร์ศิลปะแขนงหนึ่งที่ได้รับการยอมรับไปทั่วโลก ด้วยเพราะรูปแบบการพับกระดาษแขนงนี้ได้ผูกพันธ์กับชีวิตชาวญี่ปุ่นมาอย่างยาวนาน โดยแทรกซึมลงไปในชีวิตประจำวันของชาวบ้าน อย่างเช่นการทำพัด ประตูบานเลื่อน ร่ม ซองจดหมายหรือซองใส่เงิน และอุปกรณ์เครื่องใช้อื่นๆอีกมากมาย “โอริกามิ” มาจาก 2 คำ คือ “โอริ” ที่แปลว่าการพับ และ “คามิ” ที่แปลว่ากระดาษ โดยศาสตร์การพับกระดาษแขนงนี้คาดว่าน่าจะมีกำเนิดมานานหลายร้อยปีมาแล้ว ซึ่งในปัจจุบัน โอริกามิ ถือเป็นศาสตร์เชิงศิลปะที่คนทั่วโลกให้ความสนใจเป็นอย่างมาก มีการคิดค้นและวิจัยถึงรูปแบบในการพับกระดาษรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสให้เป็นรูปทรงต่างๆที่ต้องการ โดยที่ไม่ใช้กรรไกร หรือกาว ในการเชื่อมต่อ ซึ่งเทคนิคพิเศษของการพับกระดาษแบบโอริกามิก็คือการพับกระดาษให้เหลือขนาดที่เล็กมากๆได้ และสามารถคลี่คลายออกมาให้คืนกลับรูปเดิมได้อย่างอิสระ
“โอริกามิ” นอกจากจะถือเป็นวัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่นแล้ว ยังถูกยอมรับในแง่ของศิลปะเฉพาะทางอย่าง เรขาคณิต และถูกพัฒนาไปยังศาสตร์ทางวิศกรรมอีกด้วย เพราะโอริกามิสามารถฉีกกฏการพับกระดาษแบบเดิมๆให้พับออกมาในหลากหลายมิติ อย่างเช่นทรงกลมได้อย่างน่าอัศจรรย์ โดยจะใช้เทคนิคการพับกระดาษที่เรียกว่า “Modular Origami” ที่ปัจจุบันสามารถใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ออกแบบการพับกระดาษในรูปแบบที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น
ด้วยสุนทรียศาสตร์ที่แลดูเรียบง่ายและน่าดึงดูดใจของ “โอริกามิ” ศิลปะด้านนี้มีอิทธิพลต่อเหล่าสถาปนิกร่วมสมัย เพราะการพับกระดาษสามารถเป็นตัวช่วยที่มีประโยชน์สำหรับก่อเกิดไอเดียที่เพิ่งจะเริ่มต้นในงานสถาปัตยกรรมใหม่ๆ อย่างเช่น การสร้างแบบจำลอง 3 มิติของอาคาร ซึ่งโมเดลงานสถาปัตยกรรมกระดาษเหล่านี้ทำให้เรานึกถึงผังเมืองหรืออาคารจำลองแบบต่างๆ ซึ่งนักออกแบบสามารถทดลองการออกแบบอาคารต่างๆได้โดยการใช้เทคนิคพับกระดาษแบบโอริกามินั่นเอง ปัจจุบันมีผลงานสถาปัตยกรรมที่ได้แรงบันดาลใจและเทคนิคจากการพับกระดาษแบบ “โอริกามิ” ผุดขึ้นมามากมายในโลกนี้ โดยเราจะขอแนะนำผลงานการออกแบบสถาปัตยกรรมบางส่วนที่โดดเด่นนำมาฝากกันค่ะ
Origami House by Carlos Ferrater and Xavier Martí
Barcelona, Spain

Credit : ferrater .com
“Origami House” ออกแบบโดยสถาปนิก Carlos Ferrater และ Xavier Marti ตั้งอยู่ที่ประเทศสเปน เป็นหนึ่งในบ้านเดี่ยวที่มีเอกลักษณ์และโดดเด่นที่สุดที่สร้างขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บ้านหลังนี้อยู่ใกล้กับป่าที่ติดกับสนามกอล์ฟ โดยตัวบ้านตั้งสูงจากถนนสามารถมองเห็นหลังคาสีขาวลาดเอียงไปมาท่ามกลางต้นไม้ใหญ่ในสวน

Credit : arch2o
ตัวอาคารของบ้านมีจุดเด่นที่ก่อให้เกิดทัศนียภาพอันงดงามตระการตา ซึ่งข้างในตัวอาคารคล้ายจะออกแบบให้เป็นบ้านหลายๆหลังในที่เดียวกัน มองดูคล้ายเป็นศาลามากกว่าบ้าน เนื่องจากสิ่งเดียวที่ปรากฏให้เห็นจากด้านนอกก็คือ แผงรูปทรงสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ที่เปิดโล่ง ทาสีขาวโผลนแลดูสว่างราวกับเป็นศาลาญี่ปุ่นหรือกระโจม การออกแบบด้านนอกและออกแบบภายใน จะเป็นแนวเส้นทแยงมุมและไดนามิก เมื่อเข้าไปอยู่ในตัวบ้านแล้วมองออกมาด้านนอกก็สามารถมองเห็นวิวสวนได้อย่างเต็มตา เนื่องด้วยมีการออกแบบหน้าต่างเป็นบานกระจกใสขนาดใหญ่

Credit : arch2o
ไอเดียการออกแบบบ้านหลังนี้ใช้กฎเรขาคณิตขั้นพื้นฐานและเรียบง่าย เฉกเช่นเดียวกับศิลปะการพับกระดาษโอริกามิแบบญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นจุดแข็งและแรงบันดาลใจในการออกแบบบ้านโอริกามิหลังนี้นั่นเอง
Panteón Nube By Clavel Arquitectos

Credit : bidolubaski .com
“Panteón Nube” ในเอสปินาร์โด ตั้งอยู่ในมูร์เซีย ประเทศสเปน และถูกสร้างโดยสตูดิโอ Clavel Arquitectos เป็นสุสานสมัยใหม่ที่มีรูปลักษณ์แบบโมเดิร์นและยังมีรูปทรงคล้ายการพับกระดาษแบบโอริกามิอีกด้วย

Credit : dezeen
ในส่วนของไอเดียการออกแบบนั้น สถาปนิกต้องการเน้นให้เห็นถึงความไม่สมมาตร มีมุม เหลี่ยม ที่ดูขัดแย้งและตัดกันมากมาย ภายในเน้นใช้สีขาวครีมและบรรไดที่ทำจากหินอ่อนซึ่งให้ความรู้สึกสงบ แต่ก็มีจุดเด่นชัดที่ดูขัดแย้งออกไปบริเวณหน้าสุสาน นั่นก็คือคือประตูทางเข้าที่ทำจากหินอ่อนสีดำนิล

Credit : dezeen
อย่างไรก็ตาม การออกแบบประตูบานซิกแซกของสุสานแห่งนี้จะสามารถเปิดออกได้เฉพาะเจ้าของสุสานเท่านั้น โดยจุดประสงค์ที่สถาปนิกออกแบบสุสานออกมาลักษณะนี้ก็เพราะต้องการสื่อความหมายให้เห็นว่าความตายอาจเป็นแรงบันดาลใจให้กับมนุษย์ที่ยังมีชัวิตอยู่ ซึ่งจะมีบางอย่างผสมผสานอยู่ระหว่างความลึกลับและความกลัว ความตายจึงหมายถึงการเปลี่ยนแปลงระหว่างโลกนี้กับโลกหน้าที่ไม่มีใครรู้ ดังนั้นหลุมฝังศพจึงเป็นที่ที่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกิดขึ้น ความตายจึงควรจะถูกปิดอยู่ภายใต้อาคารหลังนี้เท่านั้น
Park Pavilion Cuenca, Spain

Credit : designboom
“Park Pavilion Cuenca” เป็นศาลากระจกที่ถูกล้อมรอบด้วยสวนสาธารณะ ตั้งอยู่บนพื้นที่ 35 เอเคอร์ ล้อมรอบด้วยแม่น้ำ Júcar และ Moscas อยู่ที่เมือง Cuenca ซึ่งเป็นเมืองอันเก่าแก่ของประเทศสเปน โดยก่อนหน้านี้สวนสาธารณะแห่งนี้ถูกทิ้งร้างเหลือไว้เพียงสิ่งก่อสร้างที่มีพื้นที่สำหรับทำการแสดง ลานสเก็ตน้ำแข็ง บาร์ และร้านอาหาร โครงสร้างอาคารนั้นเก่าแก่และพังยับเยิน แต่ยังคงมีศาลาขนาดใหญ่ที่ใช้ในงานประจำปีของเมืองและยังเปิดเป็นตลาดประจำทุกสัปดาห์
ศาลาแห่งนี้ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามถนนของเมืองประวัติศาสตร์ และมีวัตถุประสงค์เพื่อทำหน้าที่เป็นสถานที่ที่เชื่อมต่อระหว่างเมืองและสวนสาธารณะ นอกจากนี้ยังเป็นโรงละครสำหรับประกอบกิจกรรมต่างๆของสวนสาธารณะอีกด้วย

Credit : pinterest
ด้านโครงสร้างของตัวศาลาประกอบไปด้วย 23 โมดูล ที่มีรูปทรง 5 เหลี่ยม ที่นำมาประกอบรวมกันเป็นเครือข่ายโครงสร้าง วัสดุทำมาจากเหล็กและกระจก ใช้สีขาวล้วน เน้นแสดงให้เห็นถึงสัมพันธ์ภาพระหว่างความงามตามธรรมชาติในพื้นที่และวิวของตัวเมืองที่อยู่ติดกัน ทั้งนี้เมื่อมองโครงสร้างอาคารโดยรวมทำให้ในวงการออกแบบสถาปัตยกรรมขนานนามให้ศาลาแห่งนี้เป็นหนึ่งในงานสถาปัตยกรรมที่ได้แรงบันดาลใจมาจากศิลปการพับกระดาษโอริกามิ

Credit : dormakaba
รูปแบบทรงเรขาคณิตของโมดูลเหล่านี้เกิดจากการค้นหาสมดุลระหว่างการทำซ้ำขององค์ประกอบทั้งหมด จนกระทั่งส่วนท้ายโครงสร้างของโมดูลมาบรรจบกันสำเร็จจนไม่สามารถแยกออกจากกันไปได้อีกต่อไปพื้นที่โดยรอบศาลาแลดูคล้ายคริสตอลทว่าถูกล้อมรอบด้วยป่าเมื่อมองจากภายนอก โครงสร้างอาคารที่ดูเหมือนประกอบด้วยเศษชิ้นส่วนเล็กๆมารวมกัน แต่สร้างพื้นที่ให้รู้สึกถึงความเปิดโล่งและเป็นหนึ่งเดียว อีกทั้งยังต่อเนื่องรวมกัน จนในที่สุดการเชื่อมโครงสร้างโมดูลก็ไม่สามารถแยกออกจากกันได้อีกต่อไป
Chapel for the Deaconesses of St. Loup

Credit : archdaily
ในฤดูร้อนปี ค.ศ. 2007 สตูดิโอ Localarchitecture และสถาปนิกนามว่า Danilo Mondada ได้รับสัญญาปรับปรุงบ้านจาก Deaconess Community of St-Loup ซึ่งเป็นคณะกรรมาธิการขององกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงอาคารเก่าแก่ทั้งหมด รวมทั้งโบสถ์หลักที่เป็นที่นับถือของชุมชน
โดยการปรับปรุงอาคารจำเป็นจะต้องปิดตัวลงในช่วงระยะเวลาของการก่อสร้าง กล่าวคือเป็นเวลาถึง 18 เดือน โดยเริ่มตั้งแต่ฤดูร้อนปี ค.ศ. 2008 เป็นต้นไป ทำให้สถาปนิกผู้ที่รับหน้าที่ในงานนี้จำเป็นต้องมองหาสถานที่ชั่วคราวสำหรับทำเป็นโบสถ์ในระหว่างที่เข้าไปทำงานปรับปรุงอาคาร เช่น การเช่าเต็นท์หรือตู้คอนเทนเนอร์ แต่ด้วยคำแนะนำจากหลายๆฝ่ายลงมติว่าจะเป็นการดีกว่าหากสถาปนิกจะออกแบบสร้างโบสถ์ชั่วคราวขึ้นมาเองสำหรับให้คนในชุมชนได้ใช้งาน

Credit : archdaily
ทางด้านสตูดิโอ Localarchitecture นั้นจริงๆมีความสนใจเป็นพิเศษในการก่อสร้างงานไม้และการแก้ปัญหาโครงสร้างใหม่ๆ ซึ่งก่อนหน้าทางสตูดิโอได้สร้างชื่อเสียงจากผลงานหลายชิ้นที่ใช้เทคนิคการก่อสร้างงานไม้แบบดั้งเดิมและร่วมสมัย ในกรณีนี้มีการแนะนำสถาปนิกให้ได้ทำงานร่วมกับ Hani Buri และ Yves Weinand จากห้องปฏิบัติการ IBOIS ที่ EPFL (École Polytechnique Fédérale de Lausanne) ซึ่งทำการวิจัยอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับโครงสร้างแบบพับหรือโอริกามิที่ดูน่าสนใจเป็นพิเศษและเหมาะสมกับโครงการนี้โดยเฉพาะ
ทางทีมงานจึงได้พัฒนาโครงสร้างอาคารโดยใช้แผ่นไม้ ซึ่งสามารถใช้ครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่ในส่วนที่มีละเอียดเล็กๆได้ รูปร่างอาคารถูกสร้างขึ้นโดยใช้ซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ที่คำนวณโครงสร้างการรับน้ำหนัก การกำหนดขนาด และทำการส่งข้อมูลเหล่านี้ไปยังเครื่องตัดแผ่นไม้ที่มีความหนา 6 เซ็นติเมตร
โบสถ์หลังใหม่ถูกสร้างขึ้นและผสมผสานกับภูมิทัศน์ได้อย่างลงตัว โครงสร้างขึ้นตามแนวแกนหุบเขา และเปิดช่องรับแสงที่ปลายแต่ละด้าน ทำให้แสงธรรมชาติสามารถส่องเข้ามาด้านในได้อย่างเต็มที่

Credit : archdaily
การตีความรูปแบบดั้งเดิมของโบสถ์โปรเตสแตนต์ด้วยความกว้างและความสูงที่แตกต่างกันระหว่างปีกและทางเดินตรงกลาง การออกแบบสร้างพื้นที่ที่มีขนาดแนวนอนและแนวตั้งแตกต่างกัน ใช้รูปแบบการพับแบบโอริกามิ ซึ่งให้เกิดจังหวะที่แตกต่างระหว่างภายในและภายนอกของตัวโบสถ์
แผงพลาสติกใสที่บริเวณด้านหน้าของหน้าจั่วถูกห่อหุ้มด้วยผ้าช่วยให้แสงธรรมชาติเข้าสู่โบสถ์ได้ดีมากๆ กรอบของเสาและแนวเส้นทแยงทำให้คล้ายกับโครงสร้างของหน้าต่างกระจกสีตามโบสถ์อื่นทั่วๆไป
สำหรับโบสถ์ไม้ใน St.Loup เป็นโครงสร้างเต็มรูปแบบแห่งแรกที่รวมการออกแบบและการวิเคราะห์โครงสร้างโดยใช้คอมพิวเตอร์ในการสร้างรูปแบบเรขาคณิตที่แปลกใหม่ แต่ยังคงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการตีความเชิงพื้นที่ของทางศาสนาแบบดั้งเดิมที่กลมกลืนไปกับสิ่งแวดล้อมและทักษะการออกแบบร่วมสมัย
AGi Architects’ Rock House, Kuwait

Credit : archdaily
Rock House ออกแบบโดยสตูดิโอ AGI ประเทศคูเวต บ้านหลังนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่หัวมุมในย่านที่อยู่อาศัยของ Al-Salem โปรเจ็กต์นี้ได้รับการพัฒนาโดยมีเงื่อนไขสองประการซึ่งกำหนดโดยลูกค้า ประการแรกคือ ให้ความเป็นส่วนตัวอย่างสมบูรณ์แก่ผู้อยู่อาศัย ประการที่สองคือ ต้องการให้บ้านกลายเป็นองค์ประกอบที่โดดเด่นและสง่างามในบริเวณชุมชนที่ตั้งละแวกบ้าน

Credit : archdaily
แบบตัวบ้านเป็นโครงสร้างที่ได้ไอเดียมาจากการพับกระดาษหรือโอริกามิ ใช้คอนกรีตเสริมเหล็กเป็นวัสดุในการก่อสร้าง มีช่องเปิดแสงจำนวนไม่มากที่ปรับองศาให้เอียงและหันออกไปทางถนน ทำให้ไม่สามารถมองเห็นวิวของเพื่อนบ้านได้ สร้างความรู้สึกที่ปลอดภัย และบังคับแสงแดดให้ส่องเข้ามาในห้องไม่มากจนเกินไป สร้างความเป็นส่วนตัวให้พ้นจากสายตาผู้คนบริเวณด้านนอกอย่างที่เจ้าของบ้านต้องการ

Credit : archdaily
ด้วยพื้นที่บ้านที่มีขนาดค่อนข้างเล็กสำหรับมาตรฐานบ้านท้องถิ่นทั่วไป สถาปนิกจึงได้พยายามออกแบบพื้นที่ใช้งานส่วนต่างๆของบ้านให้มียืดหยุ่นสูงสุดในการใช้งานบริเวณโซนต่างๆ โดยใช้หลักการออกแบบที่เชื่อมต่อห้องต่างๆถึงกันได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็คล้ายกับฟังก์ชั่นการใช้งานภายในของสถาปัตยกรรมมุสลิมแบบดั้งเดิม ซึ่งมักจะหลีกเลี่ยงการใช้ทางเดินในอาคารให้มากที่สุดนั่นเอง
Studio Morison wraps statue of Maximilian, Munich plaza

Credit : dezeen
เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 25 ปีของนิตยสารที่จำหน่ายตามริมถนนของเมืองมิวนิก นิตยสารชื่อว่า BISS ศิลปินชาวอังกฤษ Heather และ Ivan Morison จาก Studio Morison ออกแบบโดย Artura Design and Engineering ถูกประดิษฐ์ขึ้นใน Bavaria โดยบริษัท Xaver Lutzenberger GmbH & Co ได้ร่วมกันสร้างประติมากรรมที่มีชื่อว่า “I Will Be With You, Anything” โดยถูกจัดแสดงขึ้นล้อมรอบรูปปั้นขี่ม้าของ แม็กซิมิเลียนที่ 1 ตรงกลางมหานครมิวนิค ประเทศเยอรมันนี โดย BISS เป็นวารสารร่วมทุนที่จัดทำขึ้นเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ประสบปัญหาทางสังคมให้สามารถช่วยเหลือตนเอง นิตยสารนี้จะถูกจำหน่ายโดยคนจน คนป่วย และคนจรจัด หรือคนไร้บ้าน
จุดศูนย์กลางของวันครบรอบของงานที่จัดขึ้นก็คือ งานประติมากรรม “I Will Be With You” ไม่ว่าอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นสำหรับ BISS นั้น งานและทุกตำแหน่งงาน หมายถึงการสนับสนุนคนยากจน คนป่วย และคนไร้บ้าน และความต้องการที่จะช่วยให้คนเหล่านั้นเอาชนะวิกฤตชีวิตและความรุนแรงที่เกิดขึ้น โดย Karin Lohr ผู้บริหารระดับสูงของ BISS อธิบายว่า “คำมั่นสัญญาที่จะว่าไม่ทิ้งใครไว้ตามลำพัง จะเกิดเป็นความจริงขึ้นเช่นกัน คนยากจนมักจะเตือนเราผ่านการมีตัวตนอยู่ของพวกเขา ว่าสังคมที่เท่าเทียมกันจะต้องสร้างพื้นฐานของการดำรงชีวิตอยู่สำหรับทุกคน”

Credit : dezeen
สำหรับโครงสร้างของผลงานชิ้นนี้ก็ได้นำพื้นฐานการพับกระดาษทรงสี่เหลี่ยมจตุรัสหรือโอริกามิ นำมาเป็นไอเดียออกแบบผลงานประติมากรรมที่สร้างขึ้นในลักษณะรูปทรงที่คล้ายกับม้าหมุนหรือห่อลูกกวาด วัสดุที่ใช้สร้างทำจากโครงที่ออกแบบและตัดด้วยเครื่อง CNC ถูกห่อหุ้มด้วยตาข่ายถักสีเงิน ซึ่งอยู่ระหว่างโครงเหล็กสีเหลือง ซึ่งผลงานชิ้นนี้ถือเป็นของขวัญจาก BISS นำมอบให้กับชาวมิวนิกเพื่อแสดงถึงการขอบคุณประชาชนที่ให้การสนับสนุนมาตลอด 25 ปี พร้อมกันนี้ผลงานประติมากรรมชิ้นนี้ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งการอนุรักษ์พื้นที่สาธารณะเพื่อให้เป็นสถานที่สำหรับพบปะของชาวเมืองทุกคนที่นี่อีกด้วย

Credit : undesignmag
โครงสร้างด้านในมีรูปปั้นขี่ม้าของ แม็กซิมิเลียนที่ 1 ซึ่งมีความจงใจนำผลงานประติมากรรมชิ้นนี้มาบดบังเพียงบางส่วนเท่านั้น เมื่อสังเกตจากรอบนอกของจตุรัส จะเห็นแค่เพียงศีรษะและมือที่ยกขึ้นของรูปปั้นแม็กซิมิเลียนที่ 1 ที่ยื่นออกมา โดยรูปปั้นจะถูกซ่อนหรือเปิดเผยให้เห็นทั้งหมดได้หรือไม่ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับทิศทางการส่องสว่างของแสง รวมถึงแสงที่ส่องมาที่รูปปั้นในเวลากลางคืน ซึ่งจะทำให้สามารถมองเห็นรูปปั้นด้านในศาลาได้จากจากระยะไกล








































