
Art in Outer Space
ศิลปะบนอวกาศ
ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีส่งผลให้เกิดเรื่องอัศจรรย์หลายๆ อย่างจนคาดไม่ถึง เช่นการที่มนุษย์ได้มีโอกาสเดินทางออกไปนอกโลก รวมไปถึงการที่ศิลปินได้ไปสร้างสรรค์ศิลปะในอวกาศ ก็นับเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์สำหรับวงการการออกแบบด้วยเช่นกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองได้แสดงถึงความเชื่อมโยงระหว่างกันของสรรพสิ่งในระดับจักรวาลเลยก็ว่าได้
วันนี้เราจะพาทุกท่านไปชมผลงานศิลปะที่ได้นำผลงานไปไว้ในอวกาศกัน
Fallen Astronaut, 1971

Credit : solarsystem.nasa .gov
ศิลปะบนอวกาศ ชิ้นแรกที่เราจะพูดถึงกันนั้น เป็นผลงานศิลปะขนาดจิ๋วที่อยู่บนดวงจันทร์อย่าง Fallen Astronaut เป็นรูปปั้นอลูมิเนียมเล็กๆ ที่มีขนาด 8.9 เซนติเมตร ผลงานชิ้นนี้ถูกออกแบบโดย Paul Van Hoeydonck ศิลปินชาวเบลเยียม และถูกฝากไว้บนดวงจันทร์ในปี 1971 โดยเดวิด สก็อตต์ หนึ่งในลูกเรือของ Apollo 15 โดยทาง สก็อตต์ ได้รับอนุญาตจากทาง NASA ให้นำผลงานศิลปะชิ้นนี้ขึ้นไปได้โดยจะไม่ประกาศภารกิจนี้อย่างเป็นทางการจนกว่าจะปฏิบัติภารกิจสำเร็จ แต่นอกจากรูปปั้นคนจิ๋วนี้แล้ว สก็อตต์ ยังได้แอบนำแผ่นรายชื่อของนักบินอวกาศอเมริกัน 8 คนและโซเวียต 6 คน รวมทั้งหมด 14 คน ที่เสียชีวิตระหว่างภารกิจสำรวจอวกาศช่วงปี 1964 – 1971 ขึ้นไปด้วยโดยแผ่นรายชื่อนี้ เขาไม่ได้แจ้งแก่ NASA ว่าจะนำแผ่นป้ายชื่อนี้ขึ้นไป
หลังจากที่ภารกิจสำเร็จลุล่วงแล้ว (แม้ว่าจะมีส่วนที่ไม่ได้วางแผนมาก่อนเพิ่มเข้ามา) Fallen Astronaut ก็ได้กลายเป็นงานศิลปะบนดวงจันทร์ชิ้นแรก (เนื่องจาก Moon Museum ผลงานศิลปะอีกชิ้นหนึ่งยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าได้นำขึ้นไปบนอวกาศจริงหรือไม่) และพบว่า Paul Van Hoeydonck เป็นเจ้าของผลงานชิ้นนี้ จึงได้มีการสัมภาษณ์เขาเรื่องแนวความคิดในการออกแบบ แต่ Paul Van Hoeydonck กลับบอกว่าจริงๆ แล้วแนวคิดการออกแบบของเขาไม่ใช่เพื่อรำลึกถึงนักบินอวกาศที่เสียชีวิตไป แต่ต้องการให้รูปปั้นนี้เป็นตัวแทนของมวลมนุษยชาติทั้งหมดว่าได้ขึ้นไปถึงบนดวงจันทร์แล้ว ดังนั้นเพื่อสื่อถึงมนุษย์ทั้งหมด รูปปั้นจึงดูไม่ออกว่าเป็นชายหรือหญิง และไม่สามารถระบุเชื้อชาติได้ ซึ่งเขาก็ศึกษาวัสดุต่างๆ ที่ทนทานต่อสภาพอากาศบนดวงจันทร์ รวมทั้งยังใช้เวลาออกแบบผลงานชิ้นนี้อยู่นานทีเดียว ทว่ารูปปั้นของเขาที่ควรจะยืนเด่นอยู่อย่างภาคภูมิเป็นตัวแทนของมนุษยชาติ กลับนอนอยู่และกลายเป็นอนุสรณ์รำลึกไปเสียได้ แถมชื่อของผลงานเขาก็ไม่ได้เป็นคนคิด

Credit : whitfordfineart .com
ดังนั้นต่อมาในปี 1972 เขาจึงตัดสินใจทำรูปปั้นจิ๋วชิ้นนี้อีก 950 ชิ้น ทั้งยังลงโฆษณาในนิตยสารเรียบร้อยว่าจะขายในราคาตัวละ 750 ดอลลาร์สหรัฐในยุคนั้น พร้อมลายเซ็นของเขาที่เป็นเจ้าของผลงาน ทว่าเมื่อ สก็อตต์ ทราบก็เกรงว่าจะไปทำลายความหมายของอนุสรณ์รำลึกบนดวงจันทร์ สก็อตต์ จึงไปโน้มน้าว Paul Van Hoeydonck ทั้งยังบอกว่าจะเป็นการละเมิดนโยบายที่เคร่งครัดเกี่ยวกับอวกาศของสหรัฐอเมริกา ทำให้เขาไม่สามารถทำธุรกิจนี้ได้อย่างที่ตั้งใจไว้ แต่อย่างไรก็ตามพิพิธภัณฑ์ยานบินและอวกาศแห่งชาติ ก็ได้ขอให้เขาทำแบบจำลองเพื่อมาเก็บไว้จัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์แทน
มาพูดถึงตัวผลงาน Fallen Astronaut กันดีกว่า… ผลงานชิ้นนี้เป็นรูปปั้นอลูมิเนียมที่วางอยู่คู่กับแผ่นป้ายโลหะที่ระลึกซึ่งมีชื่อของนักบินอวกาศซึ่งล่วงลับไปแล้ว (ที่ สก็อตต์ วางแผนทำขึ้นมาเองและแอบเอาขึ้นไปบนดวงจันทร์) ผลงานถูกวางเอาไว้ในที่ราบเชิงเขาแฮดลีย์บนดวงจันทร์ และคาดว่าจะผลิตจาก Metalphoto ซึ่งเป็นอลูมิเนียมที่ไวต่อแสงที่ใช้ทำแผงควบคุมที่มีความทนทานและมีความละเอียดสูง เนื่องจากป้ายส่วนใหญ่บนยานอวกาศของ NASA ทำจากวัสดุนี้เช่นกัน แผ่นโลหะที่จะใช้วางบนดวงจันทร์จะต้องได้รับการออกแบบให้ทนต่ออุณหภูมิในเวลากลางวันที่สูงถึง 120 องศาเซลเซียลและกลางคืนที่เย็นถึง -120 องศาเซลเซียล จนถึงทุกวันนี้ Metalphoto ก็ยังเป็นหนึ่งในวัสดุระบุตัวตนที่มีน้ำหนักเบาเพียงชนิดเดียวที่ทนทานเพียงพอต่ออุณหภูมิสุดขั้วและรังสี UV บนดวงจันทร์ได้
Cosmic dancer, 1993

Credit : sthespaceoption. com
ผลงานชิ้นนี้เป็นประติมากรรมที่มีชื่อว่า Cosmic dancer เป็น ศิลปะบนอวกาศ ที่เป็นประติมากรรมรูปทรงเรขาคณิตที่ทำจากท่ออลูมิเนียมเชื่อมขนาดประมาณ 35 x 35 x 40 เซนติเมตรและหนักหนึ่งกิโลกรัม และยังเป็นงานศิลปะสามมิติชิ้นแรกที่คิดค้นขึ้นเพื่อส่งออกสู่อวกาศโดยเฉพาะ สร้างสรรค์ผลงานโดยศิลปิน Arthur Woods หลังจากนั้นก็ได้ถูกส่งไปบนจรวด Progress ไปยังสถานีอวกาศ Mir ของรัสเซีย เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ปี 1993 จุดประสงค์ของการดำเนินการคือเพื่อสำรวจคุณสมบัติของประติมากรรมไร้น้ำหนักและเพื่อประเมินการรวมศิลปะเข้ากับโครงการอวกาศของมนุษย์
Cosmic Dancer เป็นรูปทรงเรขาคณิตหลายมิติที่สามารถมองจากมุมไหนก็ได้ ด้วยแนวคิดที่ว่าอวกาศไม่มีบนหรือล่าง ดังนั้นงานศิลปะบนอวกาศจึงควรจะสวยงามไม่ว่ามองจากตรงไหนก็ตาม งานศิลปะชิ้นนี้จะมีรูปร่างรูปทรงก็จะเปลี่ยนไปตามมุมที่มองของแต่ละคน เรียกได้ว่าเป็นงานศิลปะที่มีทั้งความสร้างสรรค์ของศิลปิน และกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ของผู้มองผลงานกันเลยทีเดียว

Credit : cosmicdancer .com
Arthur Woods บอกเอาไว้ในเว็บไซต์ของเขาว่าเขาผลิตผลงานชุด Cosmic Dancer ขึ้นมาถึง 99 ชิ้น โดยแต่ละชิ้นจะมีรูปทรง สี และเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันไป โดยผลงานที่ถูกเลือกให้ขึ้นไปบนอวกาศก็คือชิ้นงานสีเขียวในภาพด้านบนนั่นเอง โดยแนวคิดการออกแบบของชิ้นที่ถูกเลือก คือ สาเหตุที่ได้เลือกใช้โทนสีเขียว ก็เพื่อสร้างจิตวิทยาเชิงบวกให้กับสภาพแวดล้อมของนักบินอวกาศ ที่ห้อมล้อมด้วยห้วงอวกาศที่สงบนิ่งและมืดครึ้ม การมีสีเขียวที่เป็นสีของต้นไม้จะช่วยให้จิตใจของนักบินอวกาศผ่อนคลายมากขึ้น
Cosmic Dancer ยังได้รับแรงบันดาลใจจากพระศิวะในศาสนาฮินดู ซึ่งมักเรียกกันว่า นักเต้นแห่งจักรวาล ด้วยแขนและขาที่หลากหลายที่มักเต้นรำจนเป็นระบำแห่งการสร้างสรรค์ นักออกแบบรู้สึกประทับใจการผสมผสานของวัฒนธรรมที่หลากหลาย จึงได้ผสมผสานข้อมูลเหล่านี้เข้ากับงานศิลปะของเขาด้วย
หลังจากที่ Cosmic Dancer เดินทางมาถึงสถานี Mir แล้ว การเคลื่อนไหวก็เริ่มเกิดขึ้นด้วยการหมุนอย่างช้าๆ ราวกับกำลังเต้นรำ ตามที่นักออกแบบได้ตั้งใจเอาไว้ Cosmic Dancer สามารถหมุนและลอยได้อย่างอิสระในสภาพไร้น้ำหนัก ปราศจากแรงโน้มถ่วงใดๆ และวนเวียนอยู่รอบตัวของเหล่านักอวกาศ ซึ่งผลงานชิ้นนี้ก็ได้ขึ้นไปปฏิบัติหน้าที่บนอวกาศเป็นเวลา 6 เดือนก่อนจะถูกส่งกลับมาที่โลก
Beagle 2, 2003

Credit : barnebys.com
Beagle 2 เป็นชื่อของยานอวกาศประเภทลงจอดขนาดเล็กชนิดไม่ต้องมีคนขับที่พัฒนาโดย European Space Agency และได้รับภารกิจให้มุ่งหน้าไปยังดาวอังคาร เพื่อยืนยันว่าดาวอังคารมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่หรือไม่ ทว่าในขณะปฏิบัติภารกิจ Beagle 2 ได้สูญเสียการสื่อสารกับ NASA ในวันที่ 25 ธันวาคม 2003 ทำให้นักวิทยาศาสตร์ตั้งสมมติฐานว่ายานอวกาศอาจถูกทำลายเมื่อไปถึงดาวอังคาร ก่อนภายหลังในเดือนมกราคม ปี 2015 จะมีภาพถ่ายความละเอียดสูงจากยานลำอื่นที่มีภารกิจถ่ายภาพดาวอังคาร แสดงให้เห็นว่า Beagle 2 ได้จอดอยู่บนพื้นผิวของดาวอังคาร
แม้เราจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเนื่องจากไม่มีข้อมูลส่งกลับมายัง NASA ทว่าข่าวนี้กลับสร้างประวัติศาสตร์ศิลปะขึ้นมา เพราะยาน Beagle 2 ลำนี้ได้มีผลงานศิลปะบนชิ้นส่วนวิศวกรรมติดไปกับตัวยานด้วย ทำให้งานศิลปะชิ้นนี้กลายเป็นศิลปะชิ้นแรกบนดาวดวงอื่น และเป็นศิลปะร่วมสมัยชิ้นแรกในอวกาศโดยทันที
Damien Hirst เป็นศิลปิน วิศวกรและนักออกแบบผลิตภัณฑ์ชาวอังกฤษ ที่ได้สร้างสรรค์ผลงาน “ภาพวาดจุด” บนชิ้นส่วนของยาน Beagle 2 จุดสีที่เห็นในภาพนั้นศิลปินได้เลือกใช้สีสันที่คาดว่าจะเหมาะสมกับพื้นผิวดาวเคราะห์สีแดง และแต่ละสียังเป็นเม็ดสีที่ Hirst ใช้ได้รับการคัดเลือกมาเป็นพิเศษเพื่อให้ทนต่อสภาวะที่รุนแรงในอวกาศ ทั้งยังสามารถส่งค่าความถี่ที่ต่างกันกลับมาในกรณีที่ใช้เครื่องตรวจจับตรวจสอบ ทั้งนี้ก็เพื่อทดสอบว่าสีที่เห็นบนดาวอังคารจะเป็นสีเดียวกับที่เห็นบนโลกหรือไม่ น่าเสียดายที่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีมนุษย์คนใดสามารถไปถึงดาวอังคารเพื่อพิสูจน์เรื่องนี้
Space2, 2015

Credit : European Space Agency
ผลงาน Space2 เป็นงานโมเสกขนาดเล็กขนาด 15×10 ซม. ที่แสดงภาพเอเลี่ยนสีแดงตัวเล็ก ๆ จากเกม Space Invader เกมแปดบิตในยุค 70-80s โดยศิลปินชาวฝรั่งเศสที่ใช้ชื่อว่า Invader ซึ่งเป็นศิลปินที่สร้างสรรค์งาน Street Art มากมายด้วยการประกอบโมเสคเล็กๆ ทีละชิ้นจนกลายเป็นผลงานชิ้นใหญ่หรืองานกราฟฟิตี้ โดยเขาฝากผลงานไปตามเมืองใหญ่มากมายกว่า 80 เมืองใหญ่ทั่วโลก อาทิ ปารีส, โรม, นิวยอร์ค, ฮ่องกง ฯลฯ และผลงานแทบทุกชิ้นของเขานั้นก็จะเป็นตัวเอเลี่ยนจากเกมยุคอาร์เคดเกือบทั้งหมด และในปี 2014 ผลงานของเขาก็ได้ขยายขอบเขตไปยังอวกาศ เป็นเอเลี่ยนนอกโลกสมใจ

Credit : usatoday .com
ในวันที่ 29 กรกฏาคม 2014 ผลงานชิ้นนี้ถูกส่งขึ้นไปบนอวกาศ และได้ลอยตัวอยู่ในยานอวกาศหลายเดือน ในที่สุดผลงานชิ้นนี้ก็ได้เดินทางไปถึงสถานีอวกาศ ISS : ATV-5 และได้ ซาแมนธา คริสโตฟอเรตตี (Samantha Cristoforetti) นักบินอวกาศชาวอิตาลี นำไปติดอยู่บนผนังของสถานีอวกาศ เกิดมีงานศิลปะชิ้นใหม่ให้เหล่านักบินอวกาศได้ชมกัน

Credit : space-invaders .com
จริงๆ แล้วศิลปิน Invader ได้มีการเปิดตัวแอปพลิเคชั่น Flash Invader ที่จะให้ทุกคนถ่ายรูปเจ้าเอเลี่ยนต่างๆ จากทั่วทุกมุมโลกที่แต่ละคนพบเจอด้วยแอป และโพสต์ลงแกลลอรี่เพื่อรับคะแนน แข่งกันกับผู้เล่นคนอื่นๆ เป็นหนึ่งใน Reality Game ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในฝรั่งเศส และยิ่งตอนนี้เมื่อมีเอเลี่ยนตัวแม่ไปอยู่บนอวกาศแล้ว ศิลปิน Invader จึงเกิดไอเดียการนับคะแนนใหม่ คือ หากสถานีอวกาศนั้นบินผ่านหัวของเราไป เราสามารถถ่ายรูปท้องฟ้าตรงจุดที่มีสถานีอวกาศ และรับ 100 คะแนนจากการถ่ายเอเลี่ยนตัวแม่ได้ด้วย หรือถ้าสถานีอวกาศไม่ได้บินผ่านประเทศของเรา ก็สามารถติดตามผลงานเอเลี่ยนบุกโลกอย่างเป็นทางการได้ที่เว็บไซต์ https://www.space-invaders.com/world/ และร่วมสนุกกับแอปพลิเคชั่นได้ ข้อมูลปัจจุบันบอกว่ามีเจ้าเอเลี่ยนบุกโลกถึง 4000 กว่าตัวแล้ว และมีอยู่ที่ประเทศไทยด้วยเช่นกัน
Exobotanica “In Bloom”

Credit : exobiotanica .com
ประเทศญี่ปุ่นมีศาสตร์การจัดดอกไม้อย่างหนึ่งที่เรียกว่า “อิเคบานะ (Ikebana)” ซึ่งเป็นการจัดดอกไม้ให้สวยงามและสะท้อนถึงตัวตนของผู้จัดดอกไม้ออกมาให้ผู้อื่นได้ชมกัน Azuma Makoto เป็นศิลปินนักจัดดอกไม้และดัดต้นบอนไซชาวญี่ปุ่น ที่สร้าง AMKK (Azuma Makoto Kaju Kenkyusho) ขึ้นมาเพื่อเป็นสถาบันวิจัยพฤกษชาติ และมีโปรเจค Exobotanica เกิดขึ้น โดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างสรรค์ผลงานและสังเกตุการณ์รูปแบบการจัดดอกไม้ด้วยวิธีใหม่ๆ โดย Exobotanica จะเป็นโครงการที่นำดอกไม้ไปอยู่ในที่ที่มีสภาพอากาศ หรือสภาพแวดล้อมแบบ Extream และปล่อยให้เวลารวมทั้งสภาพอากาศเหล่านั้น จัดการจัดแต่งช่อดอกไม้ของโปรเจคด้วยสภาพแวดล้อมของแต่ละพื้นที่ ไม่ว่าจะลอยช่อดอกไม้ขึ้นไปบนชั้นบรรยากาศ, ไปอยู่กลางทะเลทราย หรือแม้กระทั่งพาช่อดอกไม้ดำดิ่งไปใต้ทะเลลึก

Credit : exobiotanica .com
ในปี 2017 Azuma Makoto ได้ทำการเปิดตัวโปรเจค Exobotanica ด้วยการส่งช่อดอกไม้ที่มีการจัดดอกไม้หลากหลายชนิดลงไปมีน้ำหนักถึง 6 กิโลกรัมไปยังชั้นบรรยากาศเหนือระดับเมฆ โดยทำการติดตั้งไว้กับบอลลูนมีกรอบที่ออกแบบมาเป็นพิเศษล้อมรอบเอาไว้ พร้อมกับติดตั้งกล้องความละเอียดสูงเพื่อดูการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่เริ่มปล่อยขึ้นไปจนกระทั่งตกลงมาที่พื้นโลก ทั้งนี้ศิลปินยังเลือกใช้ดอกไม้ที่มีสีสันสดใสจากทั่วโลก เพื่อที่จะได้ภาพของดอกไม้ที่สีตัดกับความมืดมิดของอวกาศ








































