
Camping Location in Thailand
ประเทศไทยขึ้นชื่อในเรื่องของการท่องเที่ยว โดยเฉพาะธรรมชาติที่สวยงามไม่แพ้ชาติใดในโลก เพราะนอกจากจะมีวิวทิวทัศน์สวยๆ ให้ชมแล้ว ยังมีกิจกรรมต่างๆ ให้นักท่องเที่ยวได้ทำด้วย และการ “แคมป์ปิ้ง” (Camping) เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมยอดนิยมในปัจจุบัน
การแคมป์ปิ้ง เป็นการเที่ยวที่เข้าถึงธรรมชาติได้มากที่สุดอีกแบบหนึ่ง เพราะเป็นการกางเต็นท์นอนบนพื้นที่โล่งกว้าง สามารถชมวิว 360 องศาได้ตลอดทั้งวัน และเมืองไทยก็มีลานแคมป์ปิ้งดีๆ มากมาย ซึ่งบาริโอได้คัดสถานที่เด็ดๆ มาฝากกัน
ดอยอ่างขาง (Doi Ang Khang)

Credit : commons.wikimedia
เริ่มกันที่ดอยอ่างข่าง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่โอบล้อมไปด้วยวิวทิวทัศน์และภูเขาน้อยใหญ่ เป็นที่ตั้งของโครงการเกษตรหลวง ไร่ชา ไร่สตรอเบอรี่ และสวนดอกไม้หลากหลายสายพันธุ์ โดยที่ตั้งแคมป์อยู่ห่างจากตัวเมืองดอยอ่างขางประมาณ 20 นาทีหากเดินทางด้วยรถยนต์ หรือจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ 3 ชั่วโมง
พื้นที่ตั้งแคมป์ภายในดอยอ่างขางมีด้วยกันหลายจุด ไม่ว่าจะเป็น จุดกางเต็นท์ฐานปฎิบัติการอ่างขาง ลานกางเต็นท์หน่วยจัดการต้นน้ำแม่เผอะ จุดชมวิวบ้านขอบด้ง จุดกางเต็นท์ฐานปฎิบัติการนอแล และลานกางเต็นท์ป่าสนซึ่งเป็นที่นิยมของเหล่านักท่องเที่ยวมากที่สุด
โดยลานกางเต็นท์ป่าสน ภายในดอยอ่างขาง เป็นจุดกางเต็นท์ที่สามารถชมวิวพระอาทิตย์ตก พระอาทิตย์ขึ้น และทะเลหมอกได้อย่างสวยงาม ชัดเจน แบบ 180 องศา ประกอบกับรรยากาศป่าสนที่ล้อมรอบให้ร่มเงา ทำให้อารมณ์ผ่อนคลาย และสบายใจไปกับอากาศอันแสนบริสุทธิ์

Credit : site.google
สำหรับใครที่สนใจอยากไปกางเต็นท์ที่ดอยอ่างขาง สามารถเตรียมเต็นท์มาเองได้ หรือมาเช่าที่จุดกางเต็นท์ได้ ราคาแตกต่างกันแล้วแต่จุดลานกางเต็นท์ แต่ราคาโดยประมาณอยู่ที่ 200 – 400 บาท ส่วนความสะดวกสบายอื่นๆ เช่น ร้านค้า ห้องน้ำ ก็มีบริการใกล้ๆ กับจุดกางเต็นท์ ส่วนใครที่มากางเต็นท์ที่ดอยอ่างขางแนะนำว่าให้พกไฟฉายหรือโคมไฟแบบติดหัวมาด้วย เพราะจุดกางเต็นท์จะไม่มีไฟ และไฟถนนไม่ได้มีมากนัก
โดยทั่วไปแล้วดอยอ่างขางสามารถท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี แต่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะนิยมมากางเต็นท์ในช่วงฤดูหนาวคือตั้งแต่เดือนตุลาคม-เดือนธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทะเลหมอกสวยที่สุด และเห็นพระอาทิตย์ขึ้นได้อย่างงดงาม อีกทั้งพื้นที่ใกล้เคียงยังเต็มไปด้วยความงามของหมู่มวลดอกไม้และผลไม้อย่างสตรอเบอรี่ก็ถึงฤดูการเก็บเกี่ยว แต่ถ้าใครที่ไปช่วงเดือนมกราคม-เดือนมีนาคม คุณจะได้ชมดอกพญาเสือโคร่งชมพูอร่ามบนพื้นที่ของเกษตรหลวงอีกด้วย
ดอยเสมอดาว (Doi Samoe Dao)

Credit : commons.wikimedia
ดอยเสมอดาว ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติศรีน่าน จังหวัดน่าน ซึ่งเป็นเมืองรองที่กำลังเป็นที่นิยมมากที่สุดในตอนนี้ ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเสมอดาว นั่นหมายความว่ายามค่ำคืนคุณจะได้เผชิญหน้ากับหมู่ดาวนับล้านดวงได้อย่างเต็มที่แบบ 360 องศา
การเดินทางไปดอยเสมอดาว จากสนามบินสามารถเดินทางได้โดยรถยนต์ส่วนตัว ซึ่งใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที หรือโดยสารรถประจำทางจากตัวจังหวัดไปลงหน้าอุทยานแห่งชาติศรีน่าน ต่อรถสองแถวเข้าไป ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงกว่าๆ
จุดเด่นของลานกางเต็นท์ที่ดอยเสมอดาวคือเป็นพื้นที่ลานกว้างตามสันเขา ท่ามกลางธรรมชาติอันเขียวขจีของต้นไม้และภูเขา ไม่ว่าจะถ่ายรูปมุมไหนก็ออกมาสวย เป็นสถานที่ที่สามารถชมวิวได้แบบ 360 องศา สามารถชมทะเลหมอก ทะเลดาว และพระอาทิตย์ขึ้นและตก ได้ในที่เดียว ตอนเย็นชมพระอาทิตย์ตก เมื่อท้องฟ้าเปลี่ยนสี อากาศจะเริ่มเย็นลง ช่วงมืดๆ คุณจะได้ชมดาวนับล้านดวงที่ประดับอยู่เต็มผืนฟ้า และเมื่อแสงแรกของวันมาเยือน ชมพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกหนา บรรยากาศที่ดอกเสมอดาวค่อนข้างมีเงียบสงบและมีความเป็นส่วนตัวสูง เหมาะสำหรับพักผ่อน เพื่อชาร์จพลัง แล้วกลับไปลุยงานต่อ

Credit : thesunsight
ดอยเสมอดาวเปิดให้นักท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี แต่จุดกลางเต็นท์จะเปิดพื้นที่ให้เฉพาะช่วงเดือนตุลาคม-กุมภาพันธ์ เท่านั้น สำหรับใครที่ไม่เตรียมเต็นท์ส่วนตัวไป ที่ลานกางเต็นท์มีให้เช่า ราคาเต็นท์สำหรับ 2 คนอยู่ที่ 390 บาท และราคาเต็นท์ 3 คน ราคา 450 บาท ถ้านำเต็นท์มาเอง เสียแค่ค่าธรรมเนียมเข้าคนละ 30 บาท และลานกางเต็นท์ไม่มีร้านอาหาร แนะนำให้เตรียมเสบียงอาหารมาเอง หรือสามารถสั่งอาหารจากร้านข้างนอกเข้ามาทานได้
สิ่งที่ต้องเตรียมเมื่อไปลานกางเต็นท์ดอยเสมอดาว กล้องถ่ายรูป เพราะที่ดอยเสมอดาวถ่ายรูปยังไงก็สวย ไฟฉาย รองเท้าผ้าใบทะมัดทะแมงสำหรับการเดินขึ้นดอย เสื้อผ้าหนาๆ ยากันยุง ถุงขยะ และที่ขาดไม่ได้เลยคือ Power Bank สำหรับชาร์จโทรศัพท์ พร้อมอัปรูปลงโซเซียลรัวๆ
อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ (Khao Yai National Park)

Credit : en.wikipedia
ถ้าพูดถึงเรื่อง Camping หลายๆ คนจะนึกถึงอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เป็นอันดับต้นๆ เพราะเขาใหญ่เป็นผืนป่าขนาดใหญ่ที่อุดมสมบูรณ์ เต็มไปด้วยแมกไม้ และสัตว์ป่าหลากหลายพันธุ์ จนได้เป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลกที่ได้รับการขึ้นทะเบียนโดย UNESCO ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดนครราชสีมา หรือเรียกกันง่ายๆ ว่า “โคราช” นั่นเอง
จากกรุงเทพถึงเขาใหญ่ สามารถเดินทางได้โดยรถส่วนตัว รถโดยสารและรถตู้ประจำทาง กรุงเทพ-โคราช ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เปิดให้กางเต็นท์เพียง 1 จุด นั่นก็คือ ลานกางเต็นท์ลำตะคอง ที่เหมาะสำหรับการชมสัตว์ป่า เช่น ลิง ชะนี กวาง และเป็นทุ่งโล่ง ริมทะเลสาบ สามารถเห็นสัตว์น้ำแวกว่ายได้อย่างใกล้ชิด และลานกางเต็นท์จุดชมวิวเขาร่ม จะเปิดพื้นที่กางเต็นท์เฉพาะช่วงเทศกาลเท่านั้น

Credit : en.wikipedia
ลานกางเต็นท์เขาใหญ่เป็นจุดมุ่งหมายของนักแคมปิ้งไทย รวมไปถึงชาวต่างชาติ ซึ่งนอกจากจุดเด่นคือการนอนดูดาวท่ามกลางป่าเขา ฟังเสียงสัตว์ป่ายามค่ำคืนแล้ว ในตอนกลางวันคุณยังสามารถเที่ยวชมน้ำตกน้ำตกมากมาย เช่น น้ำตกเหวทราย น้ำตกเหวสุวัต เป็นต้น หรือกิจกรรมเดินป่า ซึ่งควรให้ไกด์แนะนำทาง เพราะป่ามีความซับซ้อนต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญในการนำทาง
ช่วงเวลาที่เหมาะชมในการแคมป์ปิ้งคือ ฤดูหนาว ประมาณพฤศจิกายน-มีนาคม อากาศหนาวกำลังดี และสามารถเห็นดาวได้ชัดเจน ช่วงเช้าๆ จะเต็มไปด้วยหมอกที่ครอบคลุมไปทั่วทั้งพื้นที่ ถ้าใครสนใจไปแคมป์ปิ้งที่เขาใหญ่สามารถจองออนไลน์ล่วงหน้าได้ 60 วัน ที่ www.khaoyainationalpark.com โดยเสียค่าธรรมเนียมพื้นที่ ผู้ใหญ่ 30 เด็ก 20 ต่อคนต่อคืน และสามารถนำเต็นท์ไปกางเองได้ หรือเช่าที่อุทยาน ราคาเต็นท์สำหรับ 3 คน 225 บาท/คืน และ ราคาเต็นท์สำหรับ 2 คน 150 บาท/คืน ไม่รวมอุปกรณ์เครื่องนอนต่างๆ และสิ่งสำคัญที่ควรเตรียมไปด้วยคือยากันยุง ไฟฉาย ชุดหนาๆ และเข็มทิศ รองเท้าเดินป่า สำหรับใช้เดินป่า
แก่งกระจาน (Kaeng Krachan)

Credit : tourismthailand
แก่งกระจาน เป็นอุทยานที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดเพชรบุรีและจังหวัดประจวบคีรีขันธุ์ มีทั้งอ่างเก็บน้ำ น้ำตก ถ้ำ น้ำพุร้อน และภูเขา โดยบางพื้นที่ของแก่งกระจานได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การ UNESCO
ขับรถส่วนตัวจากกรุงเทพเดินทางถึงแก่งกระจานใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมงกว่า หรือใช้รถโดยสารประจำทางก็ค่อนข้างสะดวก โดยจุดแคมป์ปิ้งอยู่ที่บ้านกร่าง ห่างจากทางเข้าอุทยานแก่งกระจานประมาณ 15 กิโลเมตร ซึ่งล้อมรอบด้วยต้นไม้สูงใหญ่ และพื้นที่ตั้งแคมป์อีกหนึ่งจุดคือเขาพะเนินทุ่ง เป็นพื้นที่ค่อนข้างใหญ่ มีลำธารอยู่ใกล้ๆ บรรยากาศเงียบสงบ เหมาะแก่การพักผ่อน สามารถนำเต็นท์ไปกางเองได้ หรือเช่าที่อุทยานก็ได้

Credit : commons.wikimedia
แก่งกระจานมีอากาศที่ค่อนข้างเย็นตลอดทั้งปี แต่ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการแคมป์มากที่สุดคือช่วงเดือน พฤศจิกายนถึงมีนาคม กิจกรรมยอดฮิตของการแคมป์ปิ้งที่แก่งกระจานคือการชมสัตว์ป่าหลากชนิด เพราะเป็นที่อยู่ของพืชและสัตว์นานาชนิด เช่น กวาง ช้าง กวางเห่า นก เป็นต้น และผีเสื้อหลายร้อยสายพันธุ์ นอกจากนี้คุณยังสามารถเยี่ยมชมน้ำตกปราณบุรีและน้ำตกทอทิพย์ ล่องเรือที่อ่างเก็บน้ำ แวะถ้ำหวงช้างซึ่งเป็นแหล่งสะสมของหินงอกหินย้อย และชมนกเงือกหรือนกหัวขวาน นับว่าเป็นสวรรค์ของนักดูนกเลยทีเดียว
สิ่งที่ควรเตรียมไป คือ ไฟฉายแบบคาดหัว ยากันยุง ร่มหรือเสื้อกันฝน เป็นต้น
เสม็ดนางชี (Samet Nangshe)

Credit : thailandmagazine .com
เสม็ดนางชี เป็นจุดชมวิวในจังหวัดพังงา ที่เพิ่งถูกค้นพบเมื่อไม่นานมานี้ แต่ความสวยงามของวิวทิวทัศน์ถูกร่ำลือจนกลายเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอีกแห่งหนึ่ง
วิวบนเขาเสม็ดนางชีค่อนข้างแตกต่างจากจุดแคมป์ปิ้งอื่นๆ ตรงที่ นักท่องเที่ยวสามารถเห็นวิวของป่าชายเลนขนาดใหญ่ ในระยะที่ไกลออกไปนั้น จะเห็นวิวภูเขาและหินปูนที่ก่อตัวเป็นหินปูนยื่นออกมาเป็นเกาะที่สวยงามตระการตาจากผืนน้ำอันเงียบสงบทางเหนือสุดของอ่าวพังงา และที่สำคัญเสม็ดนางชียังเป็นสถานที่ที่สามารถชมพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกได้สวยที่สุดอีกแห่งหนึ่ง








































