
Paper Animation
“ แอนิเมชั่น ” (Animation) สามารถทำให้นักเล่าเรื่องหลายต่อหลายคนบอกเล่าถึงเรื่องราวในรูปแบบที่ไม่เหมือนใครได้ ในโลกมหัศจรรย์ของงานแอนิเมชั่นสามารถจุดประกายแรงบันดาลใจและความมหัศจรรย์ของทุกเรื่องราวต่างๆ ให้เกิดขึ้นมาได้ โดยที่ไม่สนใจว่าผู้เล่าเรื่องเหล่านั้นจะเป็นใคร อายุเท่าใด และเรื่องราวที่เขาต้องการสื่อสารจะเป็นเรื่องไหนก็ตาม ดังนั้นหากคุณต้องการจะเล่าเรื่องราวผ่านผลงานแอนิเมชั่นสักเรื่อง เราลองมาทำความรู้จักกับแอนิเมชั่นกันดีกว่าค่ะ

Credit : techpathways .com
แอนิเมชั่น คือ การสร้างภาพเคลื่อนไหวโดยการฉายภาพนิ่งจำนวนหลายๆ ภาพต่อกันด้วยความเร็วสูง โดยการนำภาพนิ่งมาเรียงต่อกัน แอนิเมชั่นมีหลากหลายวิธีทำ อย่างเช่น วิธีการถ่ายภาพจากภาพวาด หุ่นจำลอง หรือแม้แต่หุ่นต่างๆ ที่ถูกสร้างขึ้น แล้วจึงนำภาพถ่ายเหล่านั้นมาเรียงต่อเนื่องกัน เพื่อสร้างภาพลวงตาของการเคลื่อนไหวตามลำดับ เนื่องจากดวงตาของเราสามารถเก็บภาพได้เพียงประมาณ 1 ใน 10 ของวินาทีเท่านั้น ดังนั้นเมื่อภาพหลายภาพปรากฏขึ้นต่อเนื่องกันอย่างรวดเร็ว สมองของเราจะรวมภาพเหล่านั้นเข้าด้วยกันทั้งหมดจนทำให้เกิดการมองว่าเป็นภาพที่เคลื่อนไหวได้นั่นเอง
แอนิเมชั่น แบ่งออกเป็น 2 แบบ
แบบที่ 1 คือ แอนิเมชั่นแบบดั้งเดิม (Traditional animation)

Credit : FB : traditionalanimation

Credit : colum .edu
แอนิเมชั่น แบบดั้งเดิมจะไม่มีการนำคอมพิวเตอร์เข้ามาเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น ได้แก่ การวาดเส้น (Drawing), การระบายสีบนกระดาษ (Painting), แอนิเมชั่นแบบเซลลูลอยด์ หรือแผ่นใส (Celluloid sheets animation), การปั้นดินน้ำมัน (Clay animation) และ การตัดกระดาษ (Paper cut joint cut)
แบบที่ 2 คือ ดิจิทัลแอนิเมชั่น หรือ คอมพิวเตอร์แอนิเมชั่น (Digital animation, Computer animation)

Credit : internships .com
เป็นการนำเสนอภาพเคลื่อนไหวโดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์มาเข้ามีส่วนร่วม ทั้งการวาดภาพ ระบายสี การปั้นหุ่นโมเดล การทำภาพเคลื่อนไหว ไปถึงการใช้เทคนิคคอมพิวเตอร์ตัดต่อภาพ ทั้งแบบ 2 มิติ และแบบ 3 มิติ
สำหรับบทความนี้ผู้เขียนขอนำเรื่องราวของการทำแอนิเมชั่นแบบดั้งเดิม อย่างการทำแอนิเมชั่นกระดาษ มาขยายความให้ฟังเป็นความรู้กันเพลินๆ ค่ะ ที่เลือกนำเรื่องราวของงานแอนิเมชั่นกระดาษมาบอกเล่า เพราะแอนิเมชั่นกระดาษจัดว่าเป็นหนึ่งในเทคนิคแอนิเมชั่นที่เก่าแก่ แต่ทว่าขั้นตอนการผลิตนั้นถือว่าง่ายที่สุดจากงานแอนิเมชั่นอื่นๆ ทั้งหมดก็ว่าได้
Zoetrope

Credit : mallams .co.uk
Zoetrope ถือเป็น แอนิเมชั่น แบบโบราณยุคแรกๆ เป็นอุปกรณ์ที่สร้างภาพลวงตา เคลื่อนไหวโดยแสดงรูปภาพหรือภาพวาดหลายภาพในถังหรือถังทรงกระบอก สิ่งประดิษฐ์ชิ้นแรก ของ Zoetrope เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1834 โดยนักคณิตศาสตร์ชื่อ William George Horner เดิมทีเขาตั้งชื่อมันว่า Dadatelum หรือ “วงล้อแห่งชีวิต” ซึ่งเป็นชื่อเล่นเริ่มต้น อุปกรณ์ Zoetrope จะมีแถวของภาพต่อเนื่องที่หมุนวนเพื่อสร้างภาพลวงตาให้เกิดการเคลื่อนไหว
เมื่อคนมองผ่าน Zoetrope พวกเขาจะหมุนมันด้วยมือ และมองเข้าไปผ่านรอยแยก โดยภาพด้านในจะถูกหมุนอย่างรวดเร็วภายในอุปกรณ์ทรงกระบอก และเนื่องจากภาพถูกวางเรียงเป็นลำดับเอาไว้แล้ว จึงดูเหมือนมีการเคลื่อนไหวเกิดขึ้นจริงๆ

William George Horner
Credit : georgehalesmediav .weebly.com
หลังจากนั้นเทคโนโลยีแอนิเมชั่นนี้ถูกลืมไปนานหลายปี จนในปี ค.ศ.1867 มันถูกค้นพบอีกครั้งโดยชาวอเมริกันชื่อ William Lincoln เขาได้จดสิทธิบัตรในชื่อ Zoetrope เมื่อวันที่ 23 เมษายน ค.ศ.1867 หลังจากนั้นไม่นาน บริษัทผู้ผลิตเกมกระดาน Milton Bradley ก็ผลิตและเริ่มวางจำหน่าย Zoetrope ในปี ค.ศ.1868 และได้ยังได้ผลิต Zoetrope ออกมามากถึง 73 แบบ ซึ่งในยุคนั้นถือว่าเยอะมากเลยทีเดียว

Credit : worthpoint .com
รูปของภาพ Zoetrope มักเป็นรูปภาพแบบง่ายๆ มีบล็อกสีและสัดส่วนหนา หรือมีขนาดใหญ่ รายละเอียดปลีกย่อยในภาพจึงมักจะหายไป ทำให้ภาพดูเบลอเวลาหมุนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สีที่ใช้มักมีแค่หนึ่งหรือสองสี ใช้เทคนิคภาพพิมพ์หิน บางชนิดก็มีการผลิตออกมาให้มีสีสันมากขึ้น บางครั้งก็มีการวาดรูปลงสีด้วยมือ ตัวละครในภาพส่วนมากมักจะมีใบหน้าสีเข้ม เหตุผลก็เพื่อต้องการให้เกิดความคอนทราสต์ของ สีอ่อน และ สีเข้ม เพื่อให้ภาพมีความชัดเจนนั่นเอง
Flipbooks

Credit : ilen .ie
Flipbook หรือ หนังสือพลิก เป็นหนังสือเล่มเล็กๆ ที่ถือว่าเป็นอุปกรณ์สร้างภาพเคลื่อนไหวที่ทำจากกระดาษ ซึ่งในแต่ละหน้ากระดาษจะมีภาพหนึ่งภาพ และภาพในแต่ละหน้ากระดาษก็จะมีความแตกต่างกันในหน้าต่อๆ ไป โดยภาพจะมีความแตกแต่งกันเพียงเล็กน้อยในลักษณะต่อเนื่องกันจำนวนหนึ่ง
และเมื่อเราต้องการให้ภาพเคลื่อนไหว เพียงจ้องไปที่ตำแหน่งเดิมของภาพในหนังสือ แล้วก็จะต้องใช้มือกดที่ขอบสมุด Flipbook ด้านหนึ่ง จากนั้นจึงปล่อยกระดาษเปิดผ่านไปที่ละหน้าอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว สายตาของเราก็จะมองเห็นภาพบนกระดาษเคลื่อนไหวไปมานั่นเอง

Credit : collectorsweekly .com
Flipbook อาศัยหลักการทางแสงพื้นฐานที่เรียกว่าการคงอยู่ของการมองเห็น เพื่อสร้างภาพเคลื่อนไหว ดังนั้นจึงถือได้ว่า Flipbooks เป็นเทคนิคแอนิเมชั่นลำดับแรกๆ ที่เกิดขึ้นมา และบ่อยครั้งหนังสือ Flipbook มักถูกผลิตออกมาเป็นหนังสือภาพประกอบเพื่อส่งเสริมจินตนาการสำหรับเด็กโดยเฉพาะ

Pierre-Hubert Desvignes
Credit : twitter : diamedia
Pierre-Hubert Desvignes ได้รับเครดิตให้เป็นผู้รังสรรค์สร้าง Flipbook รุ่นแรกๆ โดย Flipbook เล่มแรกเปิดตัวในปี ค.ศ. 1868 ในรูปแบบ Kineograph ซึ่งแปลว่า “ภาพเคลื่อนไหว” ผู้พัฒนา Kineograph ได้ค้นพบว่า ภาพวาดลายเส้นสามารถนำมาทำให้เกิดภาพเคลื่อนไหวได้ จากนั้นไอเดียนี้ก็ได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว และหลายบริษัท ณ เวลานั้น ก็เริ่มอออกแบบและผลิตหนังสือแบบพลิก สำหรับเด็กและผู้ใหญ่ แม้ว่า สมัยปัจจุบันอาจจะมี Flipbook แจกฟรีตามท้องถนนทั่วไป แต่ทว่าคนจำนวนมากในยุคก่อนก็ยังมองว่า Flipbooks คือสุดยอดผลงานมหัศจรรย์ที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเลยทีเดียว
สำหรับผู้ผลิต Flipbooks ที่น่าสนใจและมีไอเดียดีๆ ในปัจจุบัน ก็จะมีสตูดิโอแอนิเมชั่น Zumbakamera, ศิลปิน Scott Blake, นักวาดภาพประกอบชาวญี่ปุ่นอย่าง Harumin Asao และนอกจากนี้ Flipbooks ยังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในหมู่ผู้กำกับมิวสิควิดีโอ อย่างวง Winter Gloves ศิลปินกลุ่มอินดี้ร็อกชาวแคนาดา ในเพลง Let Me Drive ก็มีการถ่ายภาพอิริยาบถของศิลปินในวงดนตรีและสถานการณ์ต่างๆ ภาพเหล่านั้นถูกแปลงลงบนกระดาษและนำมาประกอบเป็นหนังสือ Flipbooks เพื่อนำมาแสดงในมิวสิควิดีโออีกด้วย
Barrier-grid animation

Credit : parametrichouse .com
ในโลกที่ไม่ใช่ดิจิทัล Barrier-grid animation เป็นแอนิเมชั่นที่สร้างขึ้นโดยประกอบด้วยแผ่นใส และภาพที่มีลายเส้นแถบสีดำเล็กๆ ที่เว้นระยะห่างเท่าๆ กัน เมื่อนำมาประสานเข้ากัน และเลื่อนแผ่นแถบสีดำสลับซ้ายไปขวา หรือขวาไปซ้าย ทำให้ภาพขาวดำกลายเป็นภาพเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง
โดยเทคนิค Barrier-grid เกิดขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 1890 ซึ่งเป็นวิธีสร้างแอนิเมชั่นที่ค่อนข้างถูก และมีวิธีทำที่ง่ายสำหรับการผลิตภาพเคลื่อนไหวในงานพิมพ์ เทคนิคนี้ดูเหมือนจะทำได้ง่ายโดยอาศัยหลักการทับซ้อนกัน ของแผ่นวัสดุบางๆ แค่เพียงสองแผ่นเท่านั้น
ซึ่งเทคนิคการสร้างภาพเคลื่อนไหว Barrier-grid ที่ดูมีมิติเสมือนจริง ด้วยวิธีดึงการแผ่นพลาสติกแถบใสสลับทึบไปมา ผ่านแผ่นกระดาษธรรมดา 2 มิตินี้ เรียกว่า “Scanimation”

Credit : adsoftheworld .com
แอนิเมชั่นเป็นการสร้างภาพลวงตารูปแบบหนึ่งของ Apparent motion ซึ่งปรากฏการณ์นี้อธิบายได้ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ของการมองเห็นและการใช้ระบบประสาทรับรู้ จากการที่สมองของเราจำลองการเคลื่อนไหวการรับรู้มองเห็นรูปภาพ ที่เกิดการย้ายตำแหน่งของวัสดุหนึ่ง ในแต่ละระยะที่กำหนด Timeframe อย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว จนดูเสมือนว่าภาพนั้นเคลื่อนไหวได้นั่นเอง
Paper Stop-Motion

Credit : mir-s3-cdn-cf.behance.net
อีกหนึ่งในเทคนิคแอนิเมชั่นยุคแรก ภาพเคลื่อนไหวแบบ Paper Stop-Motion คือ รูปแบบหนึ่ง Stop-Motion ที่ตัวละครหรืออุปกรณ์ประกอบฉากถูกตัดออกจากวัสดุ เช่น กระดาษ กระดาษแข็ง ภาพถ่าย จนเป็นรูปร่างต่างๆ จากนั้นจะถูกนำมาวางราบบนพื้นหลังและทำการเคลื่อนไหว โดยการเคลื่อนไหวแต่ละครั้งจะถูกบันทึกโดยกล้องถ่ายรูป ซึ่งเมื่อนำภาพถ่ายทุกรูปมาวางเรียงร่วมกันแล้ว ก็จะให้ความรู้สึกของการเคลื่อนไหวขึ้นมา
ศิลปินผู้บุกเบิก Paper Stop-Motion ผสมผสานการตัดต่อภาพที่ยอดเยี่ยม คือ ผู้กำกับหญิงชาวเยอรมัน Lotte Reiniger ผู้สร้างแอนิเมชั่นเรื่องยาวเรื่องแรกและเก่าแก่ที่สุดที่ยังมีชีวิตอยู่ คือเรื่อง The Adventures Prince of Achmed ในปี ค.ศ.1926 ซึ่งสร้างโดยการใช้รูปแบบของการตัดกระดาษ เรียกได้ว่าเป็นเทคนิคภาพซิลูเอตต์ หรือรูปภาพที่สีมืดทึบ Lotte Reiniger เรียกงานชุดนี้ว่า “แอนิเมชั่นภาพเงา” ซึ่งตั้งชื่อตามวัสดุสีดำบนพื้นขาว Lotte Reiniger เลือกใช้วัสดุสีดำสำหรับสร้างเอฟเฟ็กต์เงาที่มีดูเสน่ห์และแปลกตา ซึ่งถือได้ว่าในช่วงเวลานั้น เป็นการทดลองการทำแอนิเมชั่นแบบใหม่ของ Lotte Reiniger กันเลยทีเดียว

Lotte Reiniger
Credit : bfi .org.uk
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ผู้สร้างภาพยนตร์หลายคนได้รับแรงบันดาลใจมาจากวิธีการทำแอนิเมชั่นที่ไม่เหมือนใครของ Lotte Reiniger เพื่อนำมาต่อยอดพัฒนาเป็นเทคนิคในการผลิตภาพยนตร์ต่อไป โดยการตัดกระดาษเพื่อทำแอนิเมชั่น ยังคงเป็นวิธีพื้นฐานที่น่าสนใจสำหรับแอนิเมเตอร์รุ่นใหม่ๆ ที่เพิ่งจะเริ่มต้นในอาชีพนี้ เนื่องจากกระบวนการผลิตที่เรียบง่ายแต่ทว่าภาพแอนิเมชั่นที่ถูกผลิตออกมากลับมีผลลัพท์ที่น่าสนใจแตกต่างกันออกไปมากมาย แม้ว่าในยุคปัจจุบันนี้จะสามารถทำแอนิเมชั่นโดยใช้เทคนิคจากคอมพิวเตอร์ให้ได้ภาพออกมาแบบเดียวกันกับแอนิเมชั่นยุคก่อนๆ แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือ เหล่านักผลิตภาพยนตร์รุ่นใหม่ กลับสนใจที่จะนำวิธีการตัดต่อและสร้างแอนิเมชั่นกระดาษแบบดั้งเดิมใส่เข้าไปผสมผสานในงานแอนิเมชั่นที่ใช้เทคโนโลยีจากคอมพิวเตอร์ให้เป็นส่วนหนึ่งของกันและกันอีกด้วย

Credit : artscenter .okstate.edu
จริงๆ แล้วการทำ Paper Stop-Motion อาจเป็นเรื่องง่ายมากสำหรับการถ่ายภาพ แม้ว่าคุณจะไม่มีประสบการณ์ไม่มีอุปกรณ์ระดับมืออาชีพ หรือไม่มีงบประมาณ สิ่งที่ต้องมี ก็คือ ความคิดสร้างสรรค์และความอดทน ซึ่งในความเป็นจริง Paper Stop-Motion เป็นเพียงภาพถ่ายจำนวนหนึ่งของวัตถุที่ถูกถ่ายภาพในช่วงเวลาที่คุณเปลี่ยนตำแหน่งหรือรูปร่างของวัตถุนั้นด้วยตัวคุณเอง

Credit : cdn.kastatic .org
ขั้นตอนกระบวนการผลิต Paper Stop-Motion ก็คือ อันดับแรก ควรที่จะมีสตอรี่บอร์ด เพื่อช่วยในการเรียงลำดับภาพและเรื่องราว เพราะสตอรี่บอร์ดคือการแยกย่อยภาพ Stop-Motion ของคุณออกเป็นฉากๆ โดยแบ่งตามเฟรมหรือตามกลุ่มของเฟรม เพื่อให้ง่ายต่อการถ่ายรูปภาพนั่นเอง
หลังจากนั้นจะเป็นขั้นตอนการถ่ายภาพด้วยกล้องถ่ายรูป ซึ่งส่วนมากจะต้องถ่ายภาพหลักสิบภาพขึ้นไปและถึงหลายร้อยภาพ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับโปรเจ็กต์ของคุณว่าต้องการจะเล่าเรื่องราวสั้นหรือยาวมากแค่ไหน ในบางครั้งการภ่ายภาพทั้งหมดอาจจะเยอะมากเกินกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ ดังนั้นการมีสตอรี่บอร์ดจะช่วยควบคุมและทำให้คุณมั่นใจได้ว่า ทุกรูปภาพที่ได้ออกมาจะเป็นไปตามที่วางแผนไว้ และคุณจะได้ภาพถ่ายครบทุกเฟรมที่ต้องการจะใส่ลงไปในเรื่องราวนั้นๆ

Credit : stpetersdbb .catholic.edu.au
ขั้นตอนที่สอง คือ การตั้งกล้องถ่ายภาพ แม้ว่าชิ้นส่วนกระดาษใน Stop-Motion แต่ละชิ้นจะมีการขยับเคลื่อนไหว แต่กล้องถ่ายภาพของคุณจะต้องไม่มีการขยับเคลื่อนไหวใดๆ ทั้งสิ้น เมื่อใดก็ตามที่กล้องมีการเคลื่อนไหวจะทำให้ภาพถ่ายในงานเคลื่อนไหวได้ไม่ต่อเนื่อง ไม่เป็นธรรมชาติ








































